พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ...ปิดประตูคนจนเรียกร้องสิทธิ
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์
กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
สาระสำคัญของร่างพระ ราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ..... หรือ ร่างกฎหมายห้ามการชุมนุม เพราะสาระที่แท้จริงคือ ห้ามการชุมนุม ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากตำรวจก่อนการชุมนุมไม่น้อยกว่า 3 วัน มิฉะนั้น จะถือว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ร่างกฎหมายฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่มุ่งแต่จะรักษา เสถียรภาพของการเป็นรัฐบาลมากเสียจนนำเรื่องการชุมนุมของคนเสื้อแดงมาเป็นข้ออ้างในการผลักดันร่างกฎหมาย ห้ามการชุมนุมที่ครอบคลุมการบังคับใช้ต่อประชาชนทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่การชุมนุมของคนเสื้อแดง คือ ความขัดแย้งทางการเมืองที่จ้องทำลายกันเองระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรค เพื่อไทยที่มีอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร อยู่ เบื้องหลังโดยเฉพาะ ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อควบคุมสถานการณ์และเอาผิดทางกฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงอยู่ แล้ว แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กลับฉกฉวยโอกาสในสถานการณ์ความ ขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคของตัวเองกับพรรคเพื่อไทยปิดกั้นเสรีภาพการ ชุมนุมของประชาชนกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นการชุมนุมที่มีต้น เหตุจากความขัดแย้งทางการเมืองเช่นกลุ่มคนเสื้อแดงเลย การออก กฎหมายคุมทั้งประเทศเช่นนี้กลับเป็นการปิดกั้นเสรีภาพและทำลายประชาธิปไตย ของประชาชน ทั้งในระดับบุคคลและกลุ่มองค์กรทั่วทั้งประเทศ

ผลของร่างกฎหมายฉบับ นี้ หากผ่านการพิจารณาของรัฐสภาและถูกประกาศใช้จะเป็นการผลักดันปัญหาของประชาชน ให้เข้าไปแก้ไขในรัฐสภาเพียงช่องทางเดียวเท่านั้น แต่ ในระบบรัฐสภากลับไม่มีช่องทางหรือกลไกใดๆ ให้เกิดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ มีเพียงช่องทางการตั้งกระทู้ถามและร้องเรียนกรรมาธิการชุดต่างๆ ซึ่ง ทั้งสองช่องทางดังกล่าวก็ทำหน้าที่เพียงแค่การร้องทุกข์เท่านั้น แต่ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ให้กับประชาชนทั้งในระดับบุคคล ครอบ ครัว กลุ่ม/องค์กรหรือชุมชนท้องถิ่นได้ เพราะปัญหาประชาชนเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงถึงโครงสร้างความไม่เท่าเทียมกันของ สังคม จากการที่รัฐสภาได้ทำหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อเป็นเครื่อง มือของหน่วยงานราชการ นักลงทุน และผู้มีอิทธิพลทั้งหลายมาทำการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ ข่มเหงประชาชนด้วยการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ทำลายสภาพแวด ล้อม แหล่งหาอยู่หากิน พื้นที่สาธารณประโยชน์ที่ใช้สอยร่วมกัน ของชุมชนจนเสื่อมโทรม ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ แต่ช่องทางปกติของระบบรัฐสภาเป็นเพียงแค่การออกกฎหมาย การ แก้ไขกฎหมาย ยกเลิกกฎหมาย พิจารณางบประมาณและตั้งกระทู้ถามเท่านั้น แต่ ไม่ใช่ช่องทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายต่อประชาชนได้ ดัง นั้น การแก้ไขปัญหาของประชาชนจึงอยู่ที่นอกสภาเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเรียนไปตามหน่วยงานราชการต่างๆ ด้วยเอกสาร และการรวมพลัง เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาด้วยการชุมนุม
คงไม่มีการชุมนุมใด ที่จะไม่สามารถใช้พื้นที่สาธารณะ เช่น ทางเท้า ประตูหน้าทำเนียบ รัฐสภา หน่วยงานราชการอื่นๆ ได้ แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้กลับห้ามไม่ให้ประชาชนทั้งในระดับบุคคลและกลุ่มองค์กร ยืนอยู่บนหน้าประตูเข้า-ออกรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และ หน่วยงานราชการอื่นๆ ได้ มิฉะนั้นจะถูกลงโทษ
เหตุผลของการร่าง กฎหมายฉบับนี้ก็ดูกำกวม คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายของรัฐบาลได้ให้ เหตุผลในการร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า เพื่อคุ้มครองความสามารถของ ประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก เมื่อมีการชุมนุมประท้วงผู้ใช้สิทธิในการชุมนุมก็อาจกระทำการล่วงละเมิด สิทธิเสรีภาพของบุคคลที่สามได้
จะว่าไปแล้วเหตุผลที่ กล่าวมาเป็นกรณีรุนแรง ซึ่งรัฐบาลก็สามารถประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความมั่นคงแห่งชาติ เหมือนดั่งที่ทำกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ไม่ใช่ความสมเหตุสมผลของสภาวะปกติของการชุมนุมเรียกร้องของคนยากคนจน หรือ คนเล็กคนน้อยในสังคม แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้กลับอ้างเหตุผล รุนแรงนั้นมาเป็นกรอบบังคับประชาชนทั่วประเทศไม่ให้จัดการชุมนุม เพื่อ เรียกร้องความเป็นธรรมจากการถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคม เสมือนว่าองค์กรประชาชนกลุ่มต่างๆ เป็นศัตรูทางการเมืองของรัฐบาลที่กุมอำนาจการบริหารประเทศอยู่และมีศักยภาพ เป็นผู้ก่อความรุนแรงนำพาประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามได้
ความรุนแรงของกฎหมาย ฉบับนี้อีกประเด็นหนึ่งก็คือ การให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถยุติหรือสลายการชุมนุมได้โดยไม่ถูก ดำเนินการทางวินัยและดำเนินคดี หากเห็นว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่แจ้งขออนุญาตดำเนินการ ชุมนุมก่อนการชุมนุมไม่น้อยกว่า 3 วัน และหากเห็นว่าผู้ชุมนุมกระทำการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่สาม
ดูไปแล้วร่างกฎหมาย ฉบับนี้ไม่ต่างอะไรกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความมั่นคงแห่งชาติ ที่ประกาศใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยร่างกฎหมายฉบับนี้จะสร้างทัศนคติ หรือขยายฐานความคิดใหม่ให้กับพวกนักการเมืองและหน่วยงานรัฐว่า การชุมนุมในที่สาธารณะของประชาชนกลุ่ม/องค์กรต่างๆ ที่ออกมา เรียกร้องหาความเป็นธรรมจากการถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคมคือ ศัตรูทางการเมืองและมีศักยภาพเป็นผู้ก่อความรุนแรงนำพาประเทศเข้าสู่ สถานการณ์ฉุกเฉินหรือสภาวะสงครามได้

ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวช ชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศวาระทำการปฏิรูปสังคมและการเมืองของประเทศชาติเพื่อกอบกู้ประเทศ จากวิกฤติความขัดแย้งทางด้านการเมืองและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม แต่ อีกด้านหนึ่งกลับให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำเสนอ ร่างกฎหมายห้ามการชุมนุมเพื่อขอความเห็นชอบต่อ ครม. เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา จึงเสมือนเป็นการตีสองหน้า เล่น ละครตบตาประชาชนทั้งประเทศ เรียกคะแนนนิยมด้วยการแสดงท่าทีที่ จริงใจว่าจะร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในสังคมทำการปฏิรูปสังคมและการเมืองร่วมกัน แต่กลับเสนอร่างกฎหมายห้ามการชุมนุมที่มีบทบัญญัติปิดกั้นเสรีภาพการแสดง ความคิดเห็นในพื้นที่สาธารณะซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ของประชาชนทั้งระดับตัวบุคคล ครอบครัว กลุ่ม/องค์กร หรือชุมชน ท้องถิ่นต่างๆ
ดังนั้น จึงขอเรียกร้องภาคประชาสังคม นักวิชาการ องค์กร พัฒนาเอกชน องค์กรประชาชน องค์กรอิสระ สื่อมวลชน และกลุ่มเสื้อสีใดก็ตาม หยุดอุ้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังจะสร้างความขัดแย้ง แตก แยก รอยร้าวรอยใหม่ให้กับสังคมไทย ด้วยการผลักดันร่างกฎหมายห้ามการชุมนุมซึ่งเป็นกฎหมายเผด็จการฉบับใหม่.
ที่มา : http://www.thaipost.net/tabloid/090510/21928














แสดงความคิดเห็น